Skip to main content
Donate Now

ประเทศไทย: อย่าบังคับส่งกลับผู้เห็นต่างชาวจีน

ผู้ที่วิจารณ์ปักกิ่งอย่างน้อยสี่คนเสี่ยงถูกส่งกลับ ขณะที่นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางเยือนจีน

The immigration detention center at the Immigration Bureau in Bangkok, Thailand, February 27, 2025. © 2025 Narong Sangnak/EPA-EFE/Shutterstock

(กรุงเทพฯ) – ฮิวแมนไรท์วอท์ชเรียกร้องให้รัฐบาลไทยอย่าบังคับส่งกลับผู้เห็นต่างชาวจีนที่ถูกกักขังอยู่ โดยมีผู้เห็นต่างชาวจีนอย่างน้อย 4 คนถูกกักขังอยู่ที่ศูนย์กักกันคนเข้าเมืองสวนพลู กรุงเทพฯ ซึ่งเสี่ยงจะถูกส่งกลับไปจีน รัฐบาลจีนกำลังกดดันเจ้าหน้าที่ไทยเพิ่มขึ้นก่อนการเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ในวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569

“รัฐบาลไทยชุดแล้วชุดเล่าพบว่าเป็นเรื่องง่ายที่จะละทิ้งพันธกรณีระหว่างประเทศ เพื่อเอาใจปักกิ่ง” สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาอาวุโสด้านประเทศไทยของฮิวแมนไรท์วอท์ชกล่าว “ประเทศไทยกำลังทำลายชื่อเสียงของตนเอง ด้วยการยอมตามคำขอของรัฐบาลจีนในการเนรเทศผู้เห็นต่างชาวจีนกลับไปโดยผิดกฎหมาย แทนที่จะอนุญาตให้พวกเขาเดินทางไปยังประเทศที่สามที่ปลอดภัย”

ฮิวแมนไรท์วอท์ชทราบข้อมูลว่าอย่างน้อยมีผู้เห็นต่างชาวจีน 3 คน และผู้สื่อข่าว 1 คน ที่เสี่ยงถูกเนรเทศกลับไปจีน ได้แก่

  • ไป๋ เจ้าตง (白兆东) อายุ 56 ปี อดีตนักข่าวสืบสวนสอบสวนชื่อดังของสำนักข่าวไฉ่ซิน สื่อชั้นนำของจีน ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการรายงานเรื่องการคอร์รัปชันระดับสูงในพื้นที่ชนบท และผลกระทบของนโยบายลดความยากจนของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่เกิดขึ้นกับต่อประชาชนกลุ่มเปราะบาง
  • ตัน ยี่เซียง (谭翼翔) อายุ 49 ปี ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกาย และนักเคลื่อนไหวปากกล้าเกี่ยวกับสิทธิของชาวทิเบต และชาวอุยกูร์ เขาเข้าประเทศไทยเมื่อปี 2565 และต่อมาถูกตำรวจไทยจับกุมในปีเดียวกัน เขาได้รับการประกันตัวกลางปี 2566 แต่ก็ถูกตำรวจจับอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 และถูกส่งตัวไปกักกันที่ศูนย์กักกันคนเข้าเมือง
  • จาง ซินเยี่ยน (张信燕) อายุ 56 ปี นักกิจกรรม และผู้ปฏิบัติธรรมฟาลุนกง ซึ่งเป็นกลุ่มศาสนาที่ถูกปราบปราม เธอลี้ภัยมาประเทศไทยตั้งแต่ปี 2557 ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2568 ตำรวจฮ่องกงออกหมายจับ และตั้งเงินรางวัลค่าหัว 200,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อเธอ และนักกิจกรรมอีก 14 คนจากกลุ่มรัฐสภาฮ่องกง ในประเทศต่างๆ โดยกล่าวหาว่า “กระทำการบ่อนทำลาย” ตามกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่เข้มงวด ตำรวจไทยจับกุมเธอในเดือนพฤษภาคม 2569 ในข้อหาอยู่เกินกำหนดวีซ่า และเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ไทยขัดขวางไม่ให้เธอเดินทางไปแคนาดาเพื่อตั้งถิ่นฐานใหม่
  • โจว จวินอี้ (周俊义) อายุ 54 ปี สมาชิกพรรคประชาธิปไตยจีน ที่ถูกแบน เขาหนีมาประเทศไทยเมื่อปี 2558 แต่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติปฏิเสธคำร้องขอสถานะผู้ลี้ภัยของเขา เขาอยู่ในประเทศไทยมาตลอด ตำรวจกรุงเทพฯ จับกุมเขาในเดือนมิถุนายน 2568 ในข้อหาละเมิดวีซ่า หลังจากเขาจัดงานรำลึกเหตุการณ์สังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินปี 1989 ถึงแม้จะถูกปฏิเสธสถานะผู้ลี้ภัยเมื่อ 10 ปีก่อน แต่เขามีเหตุผลที่น่าเชื่อถือสำหรับการยื่นคำร้องผู้ลี้ภัยแบบ “sur place” (สถานะผู้ลี้ภัยเนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากออกจากประเทศต้นทาง) เพราะความเด่นชัดของกิจกรรมวิพากษ์วิจารณ์ปักกิ่งระหว่างที่เขาลี้ภัยอยู่นอกประเทศ

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติรับรองว่าไป๋ เจ้าตง ตัน ยี่เซียง และจาง ซินเยี่ยน มีสถานะเป็นผู้ลี้ภัย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทางการไทยส่งผู้เห็นต่าง และบุคคลที่ถูกหมายหัวกลับไปจีน ซึ่งพวกเขาต้องเผชิญกับการข่มเหง ทรมาน และการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่นๆ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ทางการไทยส่งชายชาวอุยกูร์ 40 คนกลับจีน ซึ่งยังคงไม่ทราบชัดเจนว่าสถานการณ์ของพวกเขาเป็นอย่างไร ในเดือนกรกฎาคม 2558 ทางการไทยส่งชายชาวอุยกูร์กว่า 100 คนให้ทางการจีน ซึ่งนำเครื่องบินมารับพวกเขาออกจากกรุงเทพฯ

เจี้ยน ซิง (邢鉴) นักกิจกรรมสิทธิมนุษยชนชาวจีน ถูกจับกุมในกรุงเทพฯ ในปี 2562 ข้อหาอยู่เกินกำหนดวีซ่า และถูกขู่จะส่งกลับจีน แต่สุดท้ายเขาได้รับอนุญาตให้เดินทางไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในนิวซีแลนด์ในปี 2563 

ในปี 2558 ทางการไทยส่งนักกิจกรรมสิทธิมนุษยชนชาวจีน ตง กวางผิง (董广平) และเจียง เย่เฟย (姜野飞) กลับจีน ถึงแม้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติรับรองสถานะผู้ลี้ภัยของพวกเขา และจัดการให้ไปตั้งถิ่นฐานในแคนาดาแล้ว ทั้งสองถูกจำคุกในจีนในข้อหา “ยุยงปลุกปั่นให้ก่อการบ่อนทำลาย” และ “ข้ามพรมแดนโดยผิดกฎหมาย” ต่อมาตง กวางผิงหนีจากจีนอีกครั้งในปี 2569 โดยขับเรือไปเกาหลีใต้ และได้รับการตั้งถิ่นฐานใหม่ในแคนาดา 

หู จุ่นเซียง (胡俊雄) ผู้เห็นต่างชาวจีนที่ใช้ชีวิตเป็นผู้ลี้ภัยในภาคตะวันตกของไทยนาน 10 ปีก่อนไปตั้งถิ่นฐานในแคนาดาเมื่อปี 2568 ได้บอกกับสำนักข่าวเรดิโอฟรีเอเชีย ในปี 2566 ว่าสถานการณ์ของผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวจีนในประเทศไทยเลวร้ายลง เนื่องจากแรงกดดันจากปักกิ่ง เขากล่าวว่าเคยถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมือง “รังควานซ้ำแล้วซ้ำเล่า” แม้จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนท้องถิ่น และตำรวจในพื้นที่

ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยสถานะผู้ลี้ภัย ปี 1951 และไม่มีกฎหมายผู้ลี้ภัย หรือกลไกแห่งชาติที่มีประสิทธิภาพในการพิจารณาคำร้องขอลี้ภัย อย่างไรก็ตาม ทางการไทยมีพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศที่จะเคารพหลักการไม่ส่งกลับ (Non-Refoulement) ซึ่งห้ามประเทศต่างๆ ส่งบุคคลกลับไปยังสถานที่ที่พวกเขาจะเสี่ยงถูกข่มเหง ทรมาน หรือการปฏิบัติที่ร้ายแรงอื่นๆ มีภัยคุกคามต่อชีวิต หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง หลักการนี้ห้ามละเมิดภายใต้อนุสัญญาต่อต้านการทรมานแห่งสหประชาชาติ ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี รวมถึงกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ และยังถูกรวมอยู่ในพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการทรมาน และการบังคับให้หายสาบสูญ ปี 2566 ของประเทศไทยด้วย

ในเดือนพฤศจิกายนจะมีการทบทวนสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยตามวงรอบ (Universal Periodic Review) โดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิก ซึ่งในการทบทวนครั้งก่อน ประเทศไทยได้สนับสนุนข้อเสนอแนะ 3 ข้อ รวมถึงข้อเสนอให้ดำเนินมาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ลี้ภัย และผู้ขอลี้ภัย

“รัฐบาลที่ห่วงใยควรกดดันให้ทางการไทยปกป้องสิทธิของผู้ที่แสวงหาความปลอดภัยในไทย แทนที่จะส่งผู้เห็นต่างกลับไปจีน และเข้าสู่ความอันตราย” สุณัยกล่าว “ประเทศไทยควรแสดงให้เห็นว่าสมควรได้รับตำแหน่งสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ”

Your tax deductible gift can help stop human rights violations and save lives around the world.