Skip to main content
Donate Now

ประเทศไทย: ความท้าทายด้านสิทธิมนุษยชนยังไม่ได้รับการแก้ไข

รัฐบาลล้มเหลวในการแสวงหาความยุติธรรม เสรีภาพในการแสดงออก และการปฏิรูปทางการเมือง

 

(กรุงเทพฯ) – รายงานประจำปีของฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุว่า รัฐบาลไทยล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงหลายเรื่องในปี 2555

รายงานความยาว 665 หน้าของฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวถึงสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในรอบปีที่ผ่านมาในมากกว่า 90 ประเทศ ซึ่งรวมถึงการวิเคราะห์ผลพวงของปรากฏการณ์ “อาหรับสปริง”

ในประเทศไทย รัฐบาลของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรใช้การเมืองแทรกแซงความพยายามที่จะเอาผิดกับผู้ที่รับผิดชอบต่อความรุนแรงทางการเมืองเมื่อปี 2553 รัฐบาลได้ปราบปราบการแสดงความคิดเห็นของผู้ที่ถูกถือว่าวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์ และยังไม่ได้ดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่ใช้วิธีการที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนตอบโต้ความรุนแรงของผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลผลักดันเรือของชาวโรฮิงญากลับออกสู่ทะเล และไม่ได้ให้ความคุ้มครองต่อชาวพม่าจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต

แบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการแผนกเอเชียของฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวว่า “รัฐบาลของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ตอบสนองต่อเหตุรุนแรงเมื่อปี 2553 ในลักษณะที่ซ้ำรอยเดียวกันกับรัฐบาลที่แล้ว นั่นคือ การแสวงหา ‘ความยุติธรรมของผู้ชนะ’” “การที่ประเทศไทยจะกอบกู้ความน่าเชื่อถือกลับมานั้น ผู้นำประเทศจำเป็นต้องแสดงความมุ่งมั่นที่จะจัดการกับปัญหาที่ร้ายแรงเรื่องนี้อย่างไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และต้องเคารพหลักนิติธรรม”

ประเทศไทยเผชิญกับความรุนแรงทางการเมืองครั้งใหญ่จากการเผชิญหน้ากันระหว่างรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เสื้อแดง” โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 90 คน และบาดเจ็บอีกมากกว่า 2,000 คน

ทั้งรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ และรัฐบาลชุดปัจจุบันของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไม่ได้พยายามดำเนินการด้วยความเป็นกลางในการจัดการกับความรุนแรงที่เกิดขึ้น รัฐบาลอภิสิทธิ์ตั้งข้อหาความผิดทางอาญาที่ร้ายแรงกับแกนนำ และแนวร่วมของ นปช. หลายร้อยคน แต่ไม่ได้ตั้งข้อหาใดๆ กับเจ้าหน้าที่ทหารที่เกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรง ส่วนรัฐบาลของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ซึ่งมี นปช. หนุนหลังนั้นก็ใช้วิธีการที่เข้าข้างคู่กรณีฝ่ายหนึ่ง โดยมุ่งการสอบสวนทางอาญาไปที่การดำเนินคดีกับอภิสิทธิ์ และรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ จากกรณีที่อนุญาตให้ทหารใช้กระสุนจริง และใช้กำลังถึงขั้นที่ทำให้เสียชีวิต แต่กลับไม่ให้ความสำคัญกับความรุนแรงที่เกิดจากการกระทำของ “ชายชุดดำ” ที่มีความเชื่อมโยงกับ นปช.

ร่างพระราชบัญญัติความปรองดองแห่งชาติที่เสนอต่อรัฐสภาเมื่อเดือนพฤษภาคม 2555 โดยสมาชิกพรรคเพื่อไทยของนายกรัฐตรียิ่งลักษณ์ และสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ จะส่งผลทำให้ไม่สามารถเอาผิดกับทุกฝ่ายที่มีส่วนรับผิดชอบความรุนแรงทางการเมือง

ถึงแม้จำนวนการดำเนินคดีในความผิดฐานหมิ่นสถาบันกษัตริย์จะลดลงภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เข้ารับตำแหน่ง แต่ทางการไทยยังคงใช้บทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จำกัดเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งรวมถึงเสรีภาพบนอินเตอร์เน็ต โดยมีเว็บไซต์นับพันที่ถูกปิดกั้น เพราะถูกกล่าวหาว่า “หมิ่นสถาบันกษัตริย์” ประชาชนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานหมิ่นสถาบันกษัตริย์มักถูกปฏิเสธไม่ให้ได้รับการประกันตัว และถูกคุมขังเป็นระยะเวลานานหลายเดือนระหว่างรอการพิจารณาคดีชั้นศาล ซึ่งมักมีคำพิพากษาลงโทษอย่างรุนแรง อำพล ตั้งนพคุณเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในเรือนจำเมื่อเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2555 เขาถูกศาลตัดสินเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2554 ให้ต้องโทษจำคก 20 ปีจากกรณีส่งข้อความเอสเอ็มเอสที่มีเนื้อหาหมิ่นสถาบันกษัตริย์สี่ข้อความเมื่อปี 2553

แบรด อดัมส์กล่าวว่า “กฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นสถาบันกษัตริย์ และพระราชบัญญัติความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์สร้างบรรยากาศของความหวาดกลัวในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในประเทศไทย” “รัฐบาลจำเป็นจะต้องดำเนินการป้องกันไม่ให้พื้นที่ของเสรีภาพในการแสดงออกในประเทศไทยลดน้อยลงไปมากกว่านี้”

ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเพื่อแบ่งแยกดินแดนชาวมลายูมุสลิมในเครือข่ายของขบวนการบีอาร์เอ็น-โคออร์ดิเนตยังคงพุ่งเป้าโจมตีพลเรือนในการวางระเบิด การซุ่มโจมตีจากข้างทาง การกราดยิงจากบนรถ และการลอบสังหาร ทั้งนี้มีพลเรือนกว่าร้อยละ 90 ในจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่า 5,000 คนนับตั้งแต่ปี 2547 ผู้ก่อความไม่สงบเผาโรงเรียนรัฐบาล และสังหารครู ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวแทนอุดมการณ์ของรัฐไทยพุทธ กองกำลังฝ่ายความมั่นคงของรัฐได้ใช้วิธีสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม การบังคับให้สูญหาย และการทรมานต่อผู้ที่ต้องสงสัยว่าสนับสนุนการก่อความไม่สงบ แต่ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าหน้าฝ่ายมั่นคงถูกดำเนินคดีลงโทษจากกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชน

ในปี 2555 ประเทศไทยยังคงปฏิเสธไม่ให้หน่วยงานด้านผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติสามารถเข้าถึง และตรวจสอบคำขอลี้ภัยของชาวโรฮิงญามุสลิมที่เดินทางมากจากประเทศพม่า ทางการไทยใช้นโยบายสกัดกั้น และผลักดันเรือของชาวโรฮิงญามุสลิม แต่ถ้าหากเรือลำใดมาเกยฝั่ง หรือไม่อยู่ในสภาพที่จะเดินทางต่อไปได้ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองไทยจะบังคับส่งกลับชาวโรฮิงญาผ่านช่องทางทางบก กระบวนการเนรเทศลักษณะนี้ส่งผลให้ชาวโรฮิงญาที่หลบหนีความรุนแรงมาต้องถูกส่งกลับข้ามพรมแดนไทย-พม่า ซึ่งหลังจากนั้นพวกเขาจะพยายามออกเดินทางด้วยเรืออีกครั้ง

นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ยืนยันต่อสาธารณะว่าจะไม่มีการบังคับส่งกลับผู้ลี้ภัยมากกว่า 140,000 คนที่อาศัยอยู่ในค่ายตามแนวชายแดนไทย-พม่า ไม่ว่าสถานการณ๋ในประเทศพม่าจะดูเหมือนมีพัฒนาการในทางบวกเพียงใดก็ตาม แต่ในขณะเดียวกันชาวพม่าที่อาศัยอยู่อย่างเต็มไปด้วยความเสี่ยงในเขตเมืองยังคงถูกเอารัดเอาเปรียบ และถูกละเมิดสิทธิโดยทางการไทย และโดยนายจ้างของพวกเขา

แบรด อดัมส์กล่าวว่า “ทางการไทยปฏิบัติต่อชาวโรฮิงญาเหมือนเป็นคนเถื่อนที่จะต้องถูกผลักดันกลับออกสู่ทะเล หรือถูกส่งตัวกลับไปเผชิญการประหัตประหารในประเทศพม่า” “ประเทศไทยจำเป็นจะต้องปฏิรูปกฏหมายให้การปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยสอดคล้องกับพันธะตามกฏหมายระหว่างประเทศ”

กฏหมายแรงงานของไทยให้ความคุ้มครองเพียงเล็กน้อยแก่แรงงานต่างด้าว เมื่อกระบวนการขึ้นทะเบียน และตรวจสอบสัญชาติแรงงานต่างด้าวสิ้นสุดลงในเดือนธันวาคม 2555 แรงงานต่างด้าวหลายแสนคนจากประเทศพม่า ประเทศลาว และประเทศกัมพูชาตกอยู่ในสภาวะปั่นป่วน และโดนข่มขู่ว่าจะถูกจับกุม และเนรเทศ นายจ้างไทยยังคงยึดเอกสารประจำตัวของแรงงานต่างด้าว และรัฐบาลไทยยังคงบังคับใช้นโยบายที่สร้างข้อจำกัดอย่างมากต่อการที่แรงงานต่างด้าวจะเปลี่ยนนายจ้าง

แบรด อดัมส์กล่าวว่า “หลังจากดำรงตำแหน่งมาแล้วเกือบสองปี นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ยังคงล้มเหลวในการดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างจริงจังในการยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชน คุ้มครองแรงงาน และจำกัดปัญหาการไม่ต้องรับผิด” “ถ้าหากประเทศไทยต้องการจะมีฐานะเป็นผู้นำประชาธิปไตยในภูมิภาค และเป็นสมาชิกที่มีอิทธิพลในสหประชาชาติ ประเทศไทยก็จำเป็นจะต้องเร่งดำเนินการด้านความยุติธรรม เสรีภาพในการแสดงออก และการปฏิรูปการเมือง”

Every piece on our website is resource intensive. If you donate whatever you can today, we will use it to continue investigating abuses and advocate for change in 100+ countries.