Skip to main content
Donate Now

การจัดหาผู้ต้องขังเพื่อมาทำงานบนเรือประมง

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นายกรัฐมนตรี

รัฐบาลไทย

ทำเนียบรัฐบาล

ถนนพิษณุโลก, เขตดุสิต

กรุงเทพ ฯ 10300 ประเทศไทย

 

เรื่อง การจัดหาผู้ต้องขังเพื่อมาทำงานบนเรือประมง

กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ในฐานะตัวแทนจากองค์กรนอกภาครัฐและองค์กรแรงงานในระดับนานาชาติและระดับภูมิภาค 43 องค์กร เราขอแสดงความกังวลเกี่ยวกับโครงการนำร่องของ กระทรวงแรงงาน ที่จะให้มีการใช้แรงงานผู้ต้องขังบนเรือประมง ดังที่ได้กล่าวมา โครงการนี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะมีการละเมิดสิทธิ์ผู้ต้องขัง และการใช้แรงงานจากผู้ต้องขังยังเป็นการละเมิดมาตรฐานสากลด้านสิทธิมนุษยชน รวมไปถึง จรรยาบรรณและระเบียบปฏิบัติของบริษัทต่างชาติหลายบริษัท โครงการนี้ยังอาจจะไม่สามารถแก้ไขต้นตอปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมประมงซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการลักลอบนำเข้าแรงงานข้ามชาติ การดำเนินโครงการนี้อาจจะเป็นการตอกย้ำข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลไทยปราศจากความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์บนเรือประมง และอาจจะกลายเป็นปัจจัยที่ขัดขวางไม่ให้ไทยได้รับการจัดอันดับให้ดีขึ้นจาก เทียร์ 3 (Tier 3) ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา (Trafficking in Persons Report–TIP Report)ประจำปี พ.ศ.2558

ดังที่เราทราบกันดีว่า อุตสาหกรรมประมง มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมาก โดยมูลค่าการส่งออกผลผลิตจากอุตสาหกรรมประมงมีมูลค่า 89,596 ล้านบาท (จากการส่งออกผลผลิตอาหารทะเลทั้งสิ้น 704,658 ตัน ) ในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2557[1] โดยมีการจ้างแรงงานในภาคอุตสาหกรรมประมงมากกว่า 300,000 คน โดยร้อยละ 90 เป็นแรงงานข้ามชาติ[2]ซึ่งส่วนมากไม่ได้ผ่านการจดทะเบียนให้ทำงานในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และ มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกละเมิดสิทธิ์ โดยรายงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่าเรือประมงไทยหลายแห่งมีการเอาเปรียบแรงงานเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลกำไรให้กับการประกอบธุรกิจ ในช่วงปี พ.ศ.2557 เหตุการณ์ที่ปรากฏและถูกนำเสนอโดยสำนักข่าวหลายสำนัก ไม่ว่าจะเป็น บีบีซี (BBC)[3] รอยเตอร์ส(Reuters)[4] หรือ เดอะ การ์เดียน(the Guardian)[5] ได้ตีแผ่สภาพการทำงานที่เลวร้าย ไม่ว่าจะเป็น การลักลอบค้ามนุษย์, การบังคับแรงงานด้วยการทำให้ติดหนี้สิน, การทำร้ายร่างกาย, การฆาตกรรม, การละเลยไม่จ่ายค่าจ้าง, การกักขังหน่วงเหนี่ยว และการบังคับใช้แรงงานถึงวันละ 20 ชั่วโมงบนเรือประมงบางลำ ซึ่งสภาพการทำงานที่โหดร้ายและปราศจากมนุษยธรรมเหล่านี้เป็นสาเหตุที่แท้จริงของการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมประมง

การนำผู้ต้องขังมาทำงานแทนแรงงานข้ามชาติไม่อาจจะแก้ไขปัญหาสภาพการทำงานที่ทารุณ และ ปัญหาอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมประมงได้ ถึงแม้ว่ากระทรวงแรงงานจะยืนยันว่าจะใช้เฉพาะผู้ต้องขังที่สมัครใจเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงเป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์ความสมัครใจเนื่องจากผู้ต้องขังส่วนใหญ่มักไม่อาจปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงการถูกบังคับจากเจ้าหน้าที่เรือนจำได้ นอกจากนี้ ที่ผ่านมากระทรวงแรงงานยังแสดงให้เห็นถึงความไม่มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบสภาพการทำงานและการบังคับการจ่ายค่าจ้างให้กับแรงงานในภาคประมง ทั้งยังไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะปรับปรุงแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องเหล่านี้ ดังนั้น คำยืนยันจากรัฐบาลไทยจึงไม่อาจเป็นการรับประกันได้ว่า กระทรวงแรงงานจะสามารถคุ้มครองผู้ต้องขังที่จะมาทำงานบนเรือให้ได้รับการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานไทย อีกทั้งยังไม่อาจเป็นการรับประกันได้ว่าผู้ต้องขังเหล่านี้จะไม่ตกอยู่ในสภาพที่ได้รับการปฏิบัติเฉกเช่นแรงงานที่ถูกบังคับ

นอกจากนี้ การใช้แรงงานจากผู้ต้องขังเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจหรือเพื่อกิจการที่มุ่งหวังผลกำไร ยังเป็นการละเมิดบรรทัดฐานและมาตรฐานสากล โดย“ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นตํ่าว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังของสหประชาชาติ” (United Nations Standard Minimum Rules for the Treatment of Prisoners) ได้ระบุว่าการใช้แรงงานผู้ต้องขังต้องเป็นการใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการฝึกอาชีพมิใช่การใช้เพื่อลงโทษ และผู้ต้องขังต้องมีสิทธิ์ในการเลือกประเภทงานที่จะทำ งานที่ทำต้องไม่ทำเพื่อมุ่งหวังผลกำไร และผู้ต้องขังต้องไม่ถูกบังคับให้ทำงานเพื่อองค์กรธุรกิจเอกชน นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้ลงสัตยาบรรณใน”อนุสัญญาว่าด้วยการเกณฑ์แรงงานหรือแรงงานบังคับฉบับที่ 29 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ”(International Labour Organization Convention No. 29 on Forced Labour) ซึ่งระบุว่าการใช้แรงงานผู้ต้องขังในองค์กรธุรกิจเอกชนต้องได้รับการยินยอมจากผู้ต้องขัง ถึงแม้ว่ารายละเอียดแผนปฏิบัติการของโครงการนี้ยังไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่การที่ผู้ต้องขังปราศจากตัวเลือกอื่นนอกจากการทำงานในอุตสาหกรรมประมง และ วัตถุประสงค์การทำงานที่มุ่งหวังผลกำไร ล้วนแต่เป็นการละเมิดต่อมาตรฐานแรงงานสากลตามที่กล่าวมา

ชื่อเสียงของอุตสาหกรรมประมงไทยยังได้รับผลกระทบจากการที่สื่อมวลชลนานาชาติได้ตีแผ่ถึงการใช้แรงงานที่ถูกบังคับและการลักลอบนำเข้าแรงงาน บริษัทผู้ซื้อทั้งไทยและต่างชาติยังได้เพิ่มมาตรการตรวจสอบการจัดซื้อผลผลิตอาหารทะเลของไทยเพื่อหลีกเลี่ยงแหล่งผลิตที่มีการใช้แรงงานบังคับ และบริษัทต่างชาติหลายแห่งได้หลีกเลี่ยงความเสี่ยงเหล่านี้ด้วยการประกาศไม่ซื้อสินค้าที่มีแหล่งผลิตในประเทศไทย

โครงการที่จะนำผู้ต้องขังมาทำงานบนเรือประมงนี้ไม่สมเหตุสมผลและเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะเป็นการทำลายชื่อเสียงและส่งผลกระทบต่อผลผลิตอาหารทะเลของไทย ถ้ามีการดำเนินโครงการนี้จริง บริษัทต่างชาติที่ซื้อผลผลิตอาหารทะเลของไทยก็จะต้องพบกับความเสี่ยงและแรงกดดันที่มีต่อชื่อเสียงบริษัทจากลูกค้า รวมไปถึงมาตรการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้นจากผู้ตรวจสอบของรัฐบาลในแต่ละประเทศที่มีหน้าที่ป้องกันการนำเข้าสินค้าจากแหล่งผลิตที่ใช้แรงงานบังคับ

ผู้ค้ารายใหญ่ในประเทศตะวันตกอาจจะไม่อยากเสี่ยงที่จะซื้อสินค้าที่มีแหล่งผลิตจากประเทศที่มีการใช้แรงงานจากผู้ต้องขัง และอาจจะสั่งให้ตัวแทนจัดซื้อเลี่ยงการซื้อสินค้าจากเรือประมงที่มีการใช้แรงงานผู้ต้องขัง ซึ่งผลกระทบทางด้านชื่อเสียงที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเสียหายกับเรือที่ใช้แรงงานผู้ต้องขังเท่านั้น แต่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายกับอุตสาหกรรมประมงของไทยทั้งหมด

ถ้ามีการปฏิบัติโครงการนี้จริง เราจะนำเสนอประเด็นนี้แก่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังทำการประเมินการจัดอันดับของไทยใน TIP Report ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ดังที่เราทราบดีว่า การละเมิดสิทธิ์แรงงานในอุตสาหกรรมประมงเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ประเทศไทยถูกลดอันดับมาอยู่ใน เทียร์ 3 ใน TIP Report ประจำปี พ.ศ.2557 โครงการใช้แรงงานผู้ต้องขังจะเป็นอีกหนึ่งประเด็นปัญหาที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยล้มเหลวในการแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิ์แรงงาน และการใช้แรงงานบังคับบนเรือประมง

รัฐบาลไทยควรจะตระหนักว่า หนทางเดียวที่จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมประมงก็คือ การบังคับใช้กฎหมายแรงงานอย่างจริงจังเพื่อปรับปรุงสภาพการทำงานซึ่งจะช่วยดึงดูดให้มีแรงงานอยากมาทำงานมากขึ้น และเป็นการสร้างผลลัพท์ที่น่าพึงพอใจแก่ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็น : แรงงานประมงได้รับการรับประกันการปกป้องคุ้มครองสิทธิ์ , ผู้ประกอบอุตสาหกรรมมีแรงงานที่เพียงพอต่อความต้องการ ,และบริษัทผู้ซื้อจากประเทศตะวันตกได้รับการรับประกันว่าสินค้าที่ซื้อไม่ได้มาจากแหล่งผลิตที่มีการใช้แรงงานบังคับ รัฐบาลไทยควรจะตระหนักว่าการใช้แรงงานผู้ต้องขังจะเป็นการก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลลัพท์ที่น่าพึงพอใจแก่ทุกฝ่ายเหล่านี้

ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงควรจะหยุดความพยายามที่จะนำผู้ต้องขังมาทำงานบนเรือประมง และหยุดโครงการนำร่องของกระทรวงแรงงานและกระทรวงยุติธรรมโดยทันที เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยได้ปกป้องชื่อเสียงของอุตสาหกรรมประมงซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของประเทศ และในขณะเดียวกัน ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะ แก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิ์แรงงานบนเรือประมง และ ขจัดการลักลอบค้ามนุษย์และนำเข้าแรงงานผิดกฎหมาย

 

ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

 


[1] Foreign Fisheries Affairs Division, Department of Fisheries, Ministry of Agriculture and Cooperatives, “Information on Fisheries Exports, Years 2007-2014”,

http://www.fisheries.go.th/foreign/index.php?option=com_content&view=category&id=16&Itemid=14

[2] Kate Hodal and Chris Kelly, The Guardian, “Trafficked into Slavery on Thai Trawlers to Catch Food for Prawns,” June 10, 2014,

http://www.theguardian.com/global-development/2014/jun/10/-sp-migrant-workers-new-life-enslaved-thai-fishing.

 

[3] Becky Palmstrom, BBC, “Forced to Fish: Slavery on Thailand’s Trawlers”, Jan. 23, 2014, www.bbc.co.uk/news/magazine-25814718.

 

[4] Jason Szep and Andrew R.C. Marshall, Reuters, “Special Report: Thailand Secretly Supplies Myanmar Refugees to Trafficking

Rings”, Dec. 4, 2013, www.reuters.com/article/2013/12/05/us-thailand-rohingya-special-report-idUSBRE9B400320131205.

 

[5] Kate Hodal and Chris Kelly, ibid.

Every piece on our website is resource intensive. If you donate whatever you can today, we will use it to continue investigating abuses and advocate for change in 100+ countries.