(นิวยอร์ก) — องค์การฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวในวาระครบรอบ 4 ปีของเหตุการณ์ที่ทนายสมชาย นีละไพจิคร ซึ่งเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนถูก “อุ้มหาย” และฆาตกรรมว่า รัฐบาลใหม่ของประเทศไทยควรที่จะรับรองว่า ต่อไปนี้จะมีการดาเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ตารวจ และบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาชญกรรมนี้ให้ถึงที่สุดตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมเสียที

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2004 ทนายสมชายถูกเจ้าหน้าที่ตาราจ 5 คนลากตัวออกมาจากรถยนต์ของเขา และหลังจากนั้นก็ไม่มีใครเห็นทนายสมชายอีกเลย ขณะนั้นทนายสมชายดารงตาแหน่งเป็นประธานชมรมนักกฏหมายมุสลิม และรองประธานคณะกรรมการด้านสิทธิมนุษยชนของสภาทนายความแห่งประเทศไทย โดยรับผิดชอบคดีที่มีการร้องเรียนว่า เจ้าหน้าที่ตารวจทรมานผู้ต้องสงสัยชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้

นายกรัฐมนตรี 2 คนในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา คือ ทักษิณ ชินวัตร และพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ ต่างก็ยอมรับว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักพาตัว และการฆาตกรรมทนายสมชาย แต่กลับไม่การดาเนินการใดๆ เพื่อที่จะกดดันให้สานักงานตารวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษของกระทรวงยุติธรรมให้คาตอบว่า ใครเป็นคนบงการให้ลักพาตัว และสังหารทนายสมชาย? และใครที่ขัดขวางกระบวนการยุติธรรมในคดีนี้?

แบรด อดัมส์ ผู้อานวยการแผนกเอเชียขององค์การฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวว่า “กรณีของทนายสมชายเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า รัฐบาลใหม่มีความเคารพกฏหมาย และสิทธิมนุษยชนเพียงใด เพราะรัฐบาลก่อนหน้านี้ทั้ง 2 ชุดพยายามปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังอาชญากรรมที่ร้ายแรงนี้มาโดยตลอด และตลอดสี่ปีที่ผ่านมานั้นไม่ได้มีการดาเนินการใดๆ เพื่อที่จะให้มีการลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการ “อุ้มหาย และฆาตรกรรมทนายสมชายให้ถึงที่สุด”

หลังจากที่เข้ารับตาแหน่งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช และสมาชิกคณะรัฐมนตรีคนอื่นๆ ต่างก็ปิดปากเงียบเกี่ยวกับกรณีของทนายสมชาย และยังไม่มีนโยบายใดๆ ที่จะแก้ไขปัญหาการ “อุ้มหาย” และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงอื่นๆ ที่เกิดจากการกระทาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในจังหวัดชายแดนภาคใต้

เจ้าหน้าที่ตารวจ 5 นายที่เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของทนายสมชาย ได้แก่ พันตารวจตรีเงิน ทองสุข, พันตารวจโทสินชัย นิ่มปุญญกาพง, จ่าสิบตารวจตรีชัยแว้ง พาด้วง, สิบตารวจเอกรันดอน สิทธิเขต และพัน

ตารวจโทชัดชัย เลี่ยมสงวน ถูกจับกุมตัวเมื่อเดือนเมษายน 2004 และถูกดาเนินคดีในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ และข่มขืนใจผู้อื่น แต่ไม่มีการตั้งข้อหาเกี่ยวกับการลักพาตัว หรือการฆาตกรรม เนื่องจากการสืบสวนของสานักงานตารวจแห่งชาติไม่มีการสืบหาพยานหลักฐานที่เพียงพอต่อการพิสูจน์ว่า ทนายสมชายเสียชีวิตไปแล้ว

ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2006 ศาลอาญากลางมีคาพิพากษาว่า พันตารวจตรีเงินมีความผิด และถูกตัดสินให้จาคุกเป็นเวลา 3 ปี ขณะที่เจ้าหน่าที่ตารวจที่เหลืออีก 4 คนถูกยกฟ้อง เพราะพยานหลักฐานไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาได้ให้ข้อสรุปที่สาคัญว่า เหตุการณ์ทาร้ายร่างกายที่เกิดขึ้นได้นาไปสู่การหายตัวไปของทรายสมชาย รวมทั้งยังได้วิจารณ์การทางานของเจ้าหน้าที่ตารวจในการสืบสวนคดีนี้ด้วย องค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ และกลุ่มสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาความไม่จริงใจของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีทักษิณในการสอบสวนกรณีการหายตัวไปของทนายสมชาย และยังได้วิจารณ์ความล้มเหลวในการนาตัวผู้ที่สั่งการ และบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมาลงโทษ

เมื่อเดือนมีนาคม 2007 องค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ตีพิมพ์รายงานความยาว 69 หน้าเกี่ยวกับ การ “อุ้มหาย” จานวน 22 คดีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ https://www.hrw.org/reports/2007/thailand0307/ ซึ่งมีข้อมูลชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่ตารวจ และทหารมีส่วนรับผิดชอบ แต่ปรากฏว่า รัฐบาลไทยกลับไม่ได้ดาเนินการใดๆ ในการที่จะนาตัวผู้ที่กระทาความผิดมาลงโทษ ทั้งนี้ กรณีการ “อุ้มหาย” ทนายสมชายเป็นเพียงกรณีการ “อุ้มหาย” เดียวทีมีการดาเนินคดี และอยู่ในความสนใจของประชาชน ท่ามกลางเรื่องร้องเรียนจานวนมากที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการของรัฐบาลในการต่อต้านการก่อความไม่สงบ และสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้

แบรด อดัมส์ กล่าวว่า “การที่ทนายสมชายเป็นบุคคลสาคัญ น่าจะทาให้รัฐบาลไทยยากที่จะเพิกเฉยต่อปัญหาการ “อุ้มหาย” ที่ยังคงดาเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่รัฐบาลกลับไม่ได้ดาเนินการอะไร นอกเหนือไปจากสิ่งที่เรียกได้ว่า เป็นการปกป้องฆาตกรจากกระบวนการยุติธรรม”

องค์การฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าว่า รัฐบาลไทยได้บังคับใช้กฏหมาย และระเบียบต่างๆ ในลักษณะที่ทาให้บุคคลที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงต่อการถูกทรมาน, ถูก “อุ้มหาย” และถูกฆาตกรรมระหว่างที่ถูกควบคุมตัวก่อนที่จะมีการตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ โดยกฏอัยการศึกอนุญาตให้มีการคุมตัว โดยไม่ต้องมีการตั้งข้อหาได้ 7 วัน หลังจากนั้นก็จะมีการใช้อานาจของพระราชกาหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินควบคุมตัวต่อไปอีก 30 วัน (ดูรายละเอียดเกี่ยวกับจดหมายแสดงความเห็นขององค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ต่อพระราชกาหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเสนอต่อรัฐบาลไทยเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2005 https://www.hrw.org/english/docs/2005/08/04/thaila11592.htm นอกจากนี้ ยังมีการออกระเบียบของกองทัพภาคที่ 4 ห้ามไม่ให้เยี่ยมผู้ต้องสัยในช่วง 72 ชั่วโมงแรกของการควบคุมตัวอีกด้วย

ความไม่พอใจต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งเกิดจากการกระทาของเจ้าหน้าที่ของทางการไทย เป็นปัจจัยสาคัญที่ทาให้สถานการณ์การก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความรุนแรง และโหดร้ายมากขึ้นโดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา กองกาลังติดอาวุธแบ่งแยกดินแดนได้ก่อเหตุลอบยิง, วางระเบิด, ฆ่าตัดศรีษะ และวางเพลิง ทาให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วมากกว่า 2,900 คน ซึ่งเหยื่อของความรุนแรงนั้นมากกว่าร้อยละ 95 เป็นพลเรือน

องค์การฮิวแมนไรท์วอทช์เรียกร้องให้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีสมัคร และทางการไทยดาเนินมาตรการต่างๆ ที่จาเป็นทั้งหมด เพื่อยุติปัญหาการ “อุ้มหาย” รวมทั้งการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาของสหประชาติเกี่ยวกับการต่อต้านการบังคับให้บุคคลสูญหาย และจะต้องกาหนดให้การ “อุ้มหาย” เป็นฐานความผิดหนึ่งในประมวลกฏหมายอาญา นอกจากนี้ จะต้องมีการรับประกันว่า ผู้ที่อยู่ในการควบคุมตัวของทหาร และตารวจถูกควบคุมตัวในสถานที่ที่เปิดเผย ซึ่งใช้เป็นที่คุมขังอย่างถูกต้องตามกฏหมาย รวมทั้งจะต้องไม่มีการทรมาน หรือปฏิบัติต้อผู้ที่ถูกควบคุมต่ออย่างโหดร้าย, ผิดมนุษยธรรม หรือดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่สาคัญจะต้องมีการแจ้งให้ญาติ หรือทนายของผู้ที่ถูกคุมขังทราบในทันทีว่า พวกเขาถูกเอาตัวไปไว้ที่ใด

แบรด อดัมส์ กล่าวว่า “ชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้บอกกับเราว่า ความล้มเหลวของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการ “อุ้มหาย” นั้นทาให้พวกเขาเชื่อว่า ความยุติธรรมสาหรับพวกเขาได้สูญหายไปด้วยเช่นกัน”