Skip to main content

ประเทศไทย

กิจกรรมในปี 2568

นายอนุทินชาญวีรกุลนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ในระหว่างการแถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ วันที่ 12 ธันวาคม 2568 

© 2025 ชนากานต์ เหล่าสารคาม/AFP via Getty Images

ในปี 2568 มีความพยายามในประเทศไทยที่จะสร้างความเข้มแข็งให้ระบอบปกครองแบบประชาธิปไตย หลังการปกครองระบอบทหารประสบปัญหาเนื่องจากขาดเสถียรภาพทางการเมือง รัฐบาลใหม่ของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แทบไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งในอดีตและปัจจุบัน 

การขาดเสถียรภาพทางการเมืองและการเลือกตั้งใหม่

ในวันที่ 29 สิงหาคม ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตรขาดคุณสมบัติ เนื่องจากการละเมิดด้านจริยธรรม ในกรณี การพูดคุยทางโทรศัพท์ที่มีการปล่อยคลิป ซึ่งดูเหมือนเป็นการพูดเพื่อเอาใจฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา ท่ามกลางความตึงเครียดที่พรมแดน 

รัฐบาลใหม่ของนายกรัฐมนตรี อนุทิน จากพรรคภูมิใจไทยที่เป็นพรรคจงรักภักดี ได้เข้าสู่อำนาจในเดือนกันยายน แม้จะให้หลักประกันว่า ประเทศไทยยึดมั่นต่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของบุคคลทุกคน แต่รัฐบาลแทบไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อยุติการกดขี่ และการส่งเสริมให้เกิดการเคารพต่อเสรีภาพขั้นพื้นฐาน มีกำหนดการจัดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสงบ 

การแสดงความเห็นที่วิพากษ์วิจารณ์และเป็นการเห็นต่าง ยังคงถูกจำกัดในประเทศไทย นับแต่การทำรัฐประหารในปี 2557 มีบุคคลอย่างน้อย 1,986 คนที่ถูกสั่งฟ้อง จากการใช้สิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสงบ รวมทั้งบุคคลอย่างน้อย 284 คนที่ถูกดำเนินคดีในข้อหา หมิ่นประมาทกษัตริย์  

การแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ หรือดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ยังคงเป็นความผิดอาญาร้ายแรงตามมาตรา 14 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ ทางการไทยยังใช้ข้อหายุยงปลุกปั่นเพื่อสั่งฟ้องนักกิจกรรมด้านประชาธิปไตยและผู้เห็นต่างกว่า 150 คน 

นายกรัฐมนตรี อนุทินต่อต้านความพยายามที่จะปฏิรูปมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา เกี่ยวกับความผิดฐาน หมิ่นประมาทกษัตริย์ รวมทั้งความพยายามของพรรคฝ่ายค้านและกลุ่มประชาสังคม ในเดือนกรกฎาคม รัฐสภา ลงมติไม่รับพิจารณา ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมประชาชน ที่เสนอให้อภัยโทษต่อผู้ที่ถูกดำเนินคดีในข้อหา หมิ่นประมาทกษัตริย์

ในวันที่ 8 เมษายน พอล แชมเบอร์สนักวิชาการชั้นนำด้านไทยศึกษา ถูกควบคุมตัวในเรือนจำเป็นเวลาหนึ่งวันในข้อหา หมิ่นประมาทกษัตริย์ และข้อหาความผิดทางไซเบอร์ เกี่ยวเนื่องกับการสัมมนาวิชาการเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์และกองทัพ ทางการไทยได้เพิกถอนวีซ่าของเขา และส่งผลให้เขาถูกไล่ออกจากการสอนที่มหาวิทยาลัยนเรศวร ต่อมาแชมเบอร์สได้เดินทางออกจากประเทศไทยไป 

อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชนที่มีชื่อเสียง ถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ 14 คดี เนื่องจากการปราศรัยและการแสดงความเห็นออนไลน์เพื่อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ศาลได้ปฏิเสธคำขอประกันตัวของเขาทั้งหมด ในเดือนสิงหาคม 2567 คณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับหรือไม่สมัครใจ เรียกร้องให้ปล่อยตัวเขาทันที 

ในวันที่ 5 กันยายน ศาลอุทธรณ์ พิพากษาจำคุกเอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมด้านประชาธิปไตยที่มีชื่อเสียง เป็นเวลากว่า 21 ปีในข้อหา “ประทุษร้ายเสรีภาพราชินี” เนื่องจากเข้าร่วมการชุมนุมเพื่อประชาธิปไตยในเดือนตุลาคม 2563 

เชื่อว่ามีบุคคลอย่างน้อย 1,469 คนที่เข้าร่วมในการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในปี 2563 ที่ยังคงถูกสั่งฟ้อง ณ เวลาที่เขียนรายงานนี้ เนื่องจากการละเมิดมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นการประกาศใช้ตามพระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน แม้ว่าจะมีการยกเลิกพระราชกำหนดดังกล่าวแล้วในเดือนตุลาคม 2565 

ภายใต้ แรงกดดันจากสถานทูตจีนในกรุงเทพฯ เป็นเหตุให้เมื่อเดือนสิงหาคม หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครได้เคลื่อนย้ายงานศิลปะที่วิจารณ์รัฐบาลจีนต่อการบั่นทอนเสรีภาพในฮ่องกงออกไป รวมทั้งงานศิลปะเกี่ยวกับการปฏิบัติมิชอบต่อชนกลุ่มน้อยชาวอุยกูร์และทิเบต 

การบังคับให้สูญหายและการทรมาน 

ประเทศไทยไม่ได้เป็นรัฐภาคีของทั้งอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการทรมาน และการบังคับให้สูญหาย 

มี ข้อกล่าวหา มากมายว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ได้ซ้อมทรมานชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูระหว่างถูกควบคุมตัว ในปฏิบัติการต่อต้านการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งยังไม่มีการชี้แจงข้อกล่าวหานี้ มีรายงานที่น่าเชื่อถือของการ ลงโทษทหารเกณฑ์ ในหลายรูปแบบ ในวันที่ 27 พฤษภาคม ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ จังหวัดระยอง ตัดสินว่าครูฝึกทหารสองนาย มีความผิดเนื่องจากการเสียชีวิตของ พลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล และพิพากษาให้จำคุกคนละ 15 และ 20 ปีตามลำดับ ส่วนทหารเกณฑ์รุ่นพี่ 11 คนได้รับโทษจำคุก 10 ปีจากการให้ความช่วยเหลือในการกระทำความผิด ถือเป็นการตัดสินว่ามีความผิดเป็นครั้งแรก ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ของประเทศไทยซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 

ยังคงไม่มีการคลี่คลายกรณีการบังคับให้สูญหาย รวมทั้งกรณีของผู้ลี้ภัยชาวไทยเก้าคน ซึ่งเป็นผู้เห็นต่างจากรัฐ และได้ถูก ลักพาตัวระหว่างอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในบริบทของ“การกดขี่ข้ามชาติ

นักปกป้องสิทธิมนุษยชน

รัฐบาลไม่สามารถปฏิบัติตามพันธกรณี เพื่อประกันให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนสามารถทำงานในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเกื้อหนุนได้ ทำให้นักปกป้องและนักกิจกรรมภาคประชาสังคมต้องเผชิญกับความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต และการบังคับให้สูญหายในหลายกรณี การปกปิดข้อมูลขัดขวางความพยายามที่จะทำให้เกิดความยุติธรรม แม้ในกรณีซึ่งเป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวาง รวมทั้งกรณีของ ชัยภูมิ ป่าแสนักกิจกรรมชาวลาหู่ พอละจี รักจงเจริญนักกิจกรรมชาวกะเหรี่ยง และ สมชาย นีละไพจิตร ทนายความมุสลิม 

ทางการไทยไม่สามารถคุ้มครองนักกิจกรรมและผู้ชี้เบาะแสจาก การฟ้องคดีเพื่อตอบโต้ หรือก่อกวนโดยหน่วยงานของรัฐและบริษัทเอกชนได้ แม้จะมี การปฏิรูปบางส่วนตั้งแต่เดือนมิถุนายนเพื่อควบคุมการฟ้องคดีเพื่อตอบโต้บุคคลที่ออกมากล่าวหาว่ามีการทุจริต แต่ประเทศไทยยังไม่ได้ยกเลิกกฎหมายหมิ่นประมาททางอาญา และยังไม่ได้ประกาศใช้มาตรการที่เป็นผลเพื่อป้องกันการฟ้องคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปิดปากผู้วิจารณ์

ในวันที่ 10 กันยายน พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี มีคำสั่งฟ้อง วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ นักสิ่งแวดล้อมที่มีชื่อเสียง และ มูลนิธิชีววิถี ในข้อหาหมิ่นประมาททางอาญา เป็นการฟ้องคดีโดยบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หลังมีการอภิปรายด้านวิชาการในปี 2567 และกล่าวหาว่าฟาร์มเพาะพันธุ์ปลาของบริษัทมีส่วนรับผิดชอบต่ออันตรายด้านสิ่งแวดล้อม ที่เป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่เป็นปลาต่างถิ่นรุกราน 

ในวันที่ 11 พฤศจิกายน ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ แสดงความกังวล เกี่ยวกับรายงานการขู่ฆ่าและการโจมตีออนไลน์ต่อวุฒิสมาชิก อังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาฮิวแมนไรท์วอทช์ หลังจากที่พวกเขาให้ความเห็นว่า อาจมีการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ระหว่างการขัดแย้งกรณีพรมแดนประเทศไทย-กัมพูชา 

การขาดความรับผิดต่อการปฏิบัติมิชอบที่รัฐอยู่เบื้องหลัง

แทบไม่มีความคืบหน้าในการฟ้องคดีอาญาและแพ่ง เกี่ยวกับกรณีที่ตำรวจปราบจลาจลปฏิบัติมิชอบและใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ระหว่างการสลายการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ในปี 2563-2566 

ทางการไทยยังไม่ได้สั่งฟ้องทหารที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการสังหารและการทำให้ผู้ประท้วง “คนเสื้อแดง” และคนอื่น ๆ ได้รับบาดเจ็บ ระหว่าง การเผชิญหน้าทางการเมืองในปี 2553 จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารหรือเจ้าหน้าที่รัฐบาลภายใต้รัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ถูกสั่งฟ้อง

รัฐบาลแพทองธารและอนุทิน ไม่ได้ดำเนินการสอบสวนกรณีการสังหารบุคคลกว่า 2,800 คนระหว่าง “สงครามปราบปรามยาเสพติด” ของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ในปี 2546 

ความรุนแรงและการปฏิบัติมิชอบในจังหวัดชายแดนใต้

การขัดกันทางอาวุธในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา ในประเทศไทย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 7,000 คนนับแต่เดือนมกราคม 2547 แม้จะมีการให้ คำมั่นในเดือนพฤษภาคมที่จะเคารพต่อกฎหมายสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรมระหว่างประเทศ แต่ผู้ก่อการจากขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (BRN) ซึ่งเป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดน ยังคงทำการโจมตีพลเรือนอยู่เสมอ ในเดือนมิถุนายน ทางการไทยสามารถขัดขวางแผนการที่จะโจมตีด้วยระเบิดในหลายเป้าหมายใน แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ในจังหวัดภูเก็ตและกระบี่

ประเทศไทยไม่ได้ให้ความเห็นชอบต่อ ปฏิญญาโรงเรียนปลอดภัย ในขณะที่ BRN ยังคงรับตัวเด็กมาฝึกเพื่อปฏิบัติการก่อความไม่สงบ 

การปะทะกันที่พรมแดนกับกัมพูชา 

การปะทะกันที่พรมแดน ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ทั้งในช่วงวันที่ 24-28 กรกฎาคม และ 8-27 ธันวาคม ส่งผลให้พลเรือนบาดเจ็บและเสียชีวิต รวมทั้งเด็ก และสร้างความเสียหายให้กับวัตถุของพลเรือน สถานพยาบาล และสถานที่สำคัญทางศาสนาและวัฒนธรรม ประเทศไทย กล่าวหาว่ากัมพูชา ปฏิบัติการที่ก้าวร้าว และทำการโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมายโดยใช้อาวุธระเบิด รวมทั้งทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล และการใช้เครื่องยิงจรวดแบบหลายลำกล้อง กัมพูชา กล่าวหาว่าการโจมตีทางอากาศและการยิงกระสุนปืนครกของประเทศไทย ทำให้เกิดความเสียหายต่อปราสาทตาควาย และปราสาทเขาพระวิหารในกัมพูชา ซึ่งเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก ประเทศไทยได้ใช้ ระเบิดลูกปลาย ซึ่งเป็นอาวุธต้องห้ามในระดับสากล

ได้เกิด เหตุเกี่ยวกับทุ่นระเบิด หลายครั้งบริเวณพรมแดนที่มีข้อพิพาท ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บสาหัส ประเทศไทย กล่าวหาว่ากัมพูชาเป็นผู้วางทุ่นระเบิดใหม่ แต่กัมพูชา ปฏิเสธประเทศไทยและกัมพูชาต่างให้สัตยาบันรับรองสนธิสัญญาห้ามใช้ทุ่นระเบิด พ.ศ. 2540 ซึ่งห้ามทั้งการผลิต การส่งมอบ การสะสม หรือการใช้ทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล  

ประเทศไทยและกัมพูชาตกลง หยุดยิงอีกครั้งในวันที่ 27 ธันวาคม ทั้งยังมีการส่งตัว ทหารกัมพูชา 18 นาย ซึ่งกองทัพไทยจับเป็นเชลยศึกตั้งแต่เดือนกรกฎาคม กลับไปกัมพูชา 

ผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย และแรงงานข้ามชาติ 

ประเทศไทยไม่ได้เป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาของสหประชาชาติว่าด้วยสถานะผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 หรือพิธีสารเลือกรับ พ.ศ. 2510 ทางการไทยปฏิบัติกับผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่ลี้ภัยเหมือนเป็นผู้เข้าเมืองไม่ปรกติ เป็นเหตุให้ถูกคุกคาม ถูกรีดไถ ถูกจับกุม และถูกเนรเทศ รวมทั้ง ผู้ลี้ภัยกว่า 4 ล้านคนจากเมียนมา ซึ่งหลบหนีมาจากความขัดแย้งและการกดขี่ หนทางเดียวที่ชาวเมียนมาจะมีสถานะตามกฎหมายคือการเป็นแรงงานข้ามชาติ แต่ก็เป็นกลุ่มคนที่ถูกยกเว้นไม่ให้ได้รับประโยชน์จากมาตรการคุ้มครองล่าสุดของรัฐบาลไทยสำหรับผู้ลี้ภัยบางส่วน

ในวันที่ 28 พฤศจิกายน ทางการ ไทย ได้บังคับส่งกลับอี ควิน เบดั้บ นักกิจกรรมด้านศาสนาที่มีชื่อเสียงชนเผ่ามองตานญาด ไป เวียดนาม ทำให้เสี่ยงที่เขาจะตกเป็นเหยื่อการทรมานและการปฏิบัติมิชอบที่ร้ายแรง เบดั้บเคยได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจากหน่วยงานผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ 

ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ รัฐบาลแพทองธาร ได้ส่งตัว ชายชาวอุยกูร์ 40 คน กลับไปประเทศจีน ทำให้เสี่ยงจะถูกทรมาน ถูกควบคุมตัวโดยพลการ และถูกคุมขังเป็นเวลานาน การบังคับส่งกลับพวกเขาได้ถูกประณามจาก หน่วยงานสหประชาชาติรัฐบาลต่างประเทศและ กลุ่มสิทธิมนุษยชนในวันที่ 14 มีนาคม มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศ ไม่ให้วีซ่ากับเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทย ซึ่งมีส่วนรับผิดชอบ หรือให้ความร่วมมือในการบังคับส่งกลับชาวอุยกูร์ 40 คนไปประเทศจีน 

ภายหลังการสังหาร ลิม กินยาอดีตสมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้านของกัมพูชาที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 7 มกราคม ผู้วิจารณ์รัฐบาลกัมพูชาหลายคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ได้ข้อสรุปว่า ไม่มีสถานที่ใดที่ปลอดภัยในประเทศนี้ 

ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมากว่า 100,000 คนที่อาศัยอยู่ตามที่พักพิงชั่วคราวตามแนวพรมแดนประเทศไทยมาสี่ทศวรรษ ไม่สามารถเข้าถึงอาหารและความช่วยเหลือทางการแพทย์ที่จำเป็นได้อีกต่อไป เนื่องจาก สหรัฐฯ ตัดงบช่วยเหลือ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ทำให้เกิดความเสี่ยงอย่างร้ายแรงกับพวกเขา 

นับเป็นการดำเนินงานในเชิงบวก เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม รัฐบาลแพทองธาร ให้ความเห็นชอบต่อมาตรการที่อนุญาตให้ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาสามารถทำงานได้ตามกฎหมาย นโยบายใหม่นี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม และช่วยให้ผู้ลี้ภัยสามารถขออนุญาตเพื่อออกจากค่าย ได้รับใบอนุญาตทำงานซึ่งมีอายุไม่เกินหนึ่งปี 

ทางการไทยปฏิเสธที่จะพิจารณาให้สถานะผู้ลี้ภัยกับชาวลาว ม้ง อุยกูร์ โรฮิงญา และเกาหลีเหนือ ตาม กลไกคัดกรองระดับชาติ  

ชาวโรฮิงญาหลายร้อยคน รวมทั้งเด็ก ยังคงถูก กักตัวโดยไม่มีเวลากำหนด ในสภาพที่เลวร้ายในสถานกักตัวคนต่างด้าวทั่วประเทศไทย 

คนงานกัมพูชาหลายแสนคนเดินทางออกจากประเทศไทย หลังการปะทะกันที่พรมแดนระหว่างทั้งสองประเทศ เพราะกลัวการปฏิบัติมิชอบและ การบุกจับกุมของเจ้าหน้าที่ตม. ชายชาวกัมพูชาหลายสิบคนถูกจับกุมใน ข้อหาจารกรรมข้อมูล กลุ่มคลั่งชาติได้ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อรณรงค์สร้างความเกลียดชัง และชี้เป้าผู้เข้าเมืองชาวกัมพูชาเป็นเป้าหมายของ การทำร้ายร่างกาย

แรงงานข้ามชาติจากทุกสัญชาติ ถูกตัดสิทธิการก่อตั้งสหภาพแรงงาน และการเป็นกรรมการสหภาพแรงงานที่จดทะเบียนกับรัฐบาล โดยเป็นข้อห้ามตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ของประเทศไทย